แคมป์ไอดอล

[แคมป์ไอดอล EP.15] “พี่สมายด์” สาวน้อยว่าที่เภสัชกร.. กับรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใส

ฮาโหล.. ฮาเหล น้องๆ ทุกคน พี่ฟิวส์ และแคมป์ไอดอล กลับมาพบกับน้องๆ อีกเช่นเคย แน่นอนว่าแคมป์ไอดอล พี่ฟิวส์ไม่ได้มาคนเดียว แต่วันนี้พี่ฟิวส์มากับ “พี่สมายด์” สาวน้อยหน้าใส อนาคตเภสัชกร จากรั้ว มศว และถ้าย้อนกลับไปตอนที่พี่สมายด์อยู่ ม.6 พี่สมายด์ก็เคยเป็นหนึ่งในสิบสองคนของโครงการ “Admissions Gang 59” อีกด้วย โปรไฟล์ของพี่สมายด์เนี่ย บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว

และพิเศษสุดๆ วันนี้เราก็ได้มาถ่ายทำกันในสถานที่ ที่บรรยากาศดีๆ จะมานั่งอ่านหนังสือชิลล์ๆ ทำงานสบายๆ ก็ได้ หรือจะมาทานอาหารอร่อยๆ ก็ดี แน่นอนว่าต้องเป็น “OPEN HOUSE” Co-Living Space คอนเซ็ปต์ใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ชั้น 6 ศูนย์การค้า Central Embassy งั้นอย่ารอช้ากัน เรามาทำความรู้จักกับพี่สมายด์ ไปพร้อมๆ กับสัมผัสบรรยากาศดีๆ ของ Open House กันเลยดีกว่า ไปกันโลด..!!

แนะนำตัวให้น้องๆ แคมป์ฮับ รู้จักกันหน่อย
สวัสดีค่ะ น้องๆ แคมป์ฮับทุกคน พี่ชื่อสมายด์ จิดาภา คุณดิลกพาณิชย์ ตอนนี้ขึ้นปีสองแล้ว ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ค่ะ

ที่มาที่ไปที่เราอยากจะเป็นเภสัชกรคืออะไร
ชอบลักษณะการทำงานของพี่ๆ เภสัชกร ตอนเด็กๆ เราป่วยบ่อย เข้าโรงพยาบาล เห็นพี่ ๆ เภสัชกร ได้จ่ายยาให้คนไข้ ได้คุยกับคนไข้ ก็รู้สนุกดี เหมือนเล่นขายของกับเพื่อนๆ

ความชอบอย่างเดียวไม่พอ ความรู้ ความสามารถของเราก็ต้องสนับสนุนกับการอยากเป็นเภสัชของเราด้วยใช่มั้ย
ตอนเด็กๆ รู้ว่าเภสัชฯ ต้องใช้วิชาเคมีมาก ซึ่งเราไม่ได้เลย เราก็เลยตั้งใจเรียนวิชาเคมีมากๆ สุดท้ายก็ได้ผลจริงๆ ซึ่งเรียนๆ ไป ก็กลายเป็นชอบวิชาเคมีไปเลย

เราก็เลยตั้งใจเรียนวิชาเคมีมากๆ สุดท้ายก็ได้ผลจริงๆ ซึ่งเรียนๆ ไป ก็กลายเป็นชอบวิชาเคมีไปเลย

พอเรามาลงตัวที่เภสัชฯ แล้วทำไมถึงต้องเป็นสาขาบริบาล??
เป็นสิ่งที่เราคิดว่าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ว่าเราอยากคุยกับคนไข้ ถ้าเรียนสายอุตสาหการ จะไม่ค่อยได้ทำงานกับคนทั่วไป

ทำไมถึงเลือกที่จะเรียนเภสัชฯ ที่ มศว ??
ชอบบรรยากาศตั้งแต่ไปค่ายแล้ว ช่วงนั้นอากาศกำลังดีเลย และก็ชอบบรรยากาศในคณะ พี่ๆ กับน้องๆ ก็ดูกันเองมากๆ เลยค่ะ

พอเราไปเรียนที่ มศว องครักษ์ แน่นอนว่าก็ต้องไปนอนหอ แล้วการใช้ชีวิตเด็กหอของเรา เป็นยังไงบ้าง
มันก็ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง ที่เราไม่เคยทำเอง ล้างห้องน้ำก็เฟิร์สไทม์นะ ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับครอบครัว แต่ก็มีรูมเมด 5 คน ต่างคณะกันหมดเลย ก็ได้คุยกับเพื่อนต่างคณะ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ สนิทกับเพื่อนๆ ในห้องด้วย

เภสัชฯ มศว ก็เป็นอีกหนึ่งที่ ที่มีค่ายเช่นกัน สมายด์ทำหน้าที่อะไรในค่ายนี้เอ่ย
อยู่ฝ่ายสันทนาการ และก็เป็นพี่บ้านด้วย สันครั้งแรกที่ได้เจอน้อง เป็นการละลายพฤติกรรม น้องๆ ก็ดูสนุกดีกับสิ่งที่เราได้ทำให้น้อง

นอกจากค่าย ก็มี Open House ด้วย (หมายถึงงานเปิดบ้านนะ ไม่ใช่ที่ที่เรามาในวันนี้ 55555) ในงานนี้ เราทำอะไรเอ่ย
ไปช่วยเป็นพี่ให้คำปรึกษากับน้องๆ ที่อยากเรียนเภสัชฯ ทั้งด้านการเรียนในคณะ การสอบเข้าที่นี่

ย้อนกลับไปวันวานช่วง ม.ปลาย กันบ้างดีกว่า ตอนนั้น สมายด์เรียนในโรงเรียนหญิงล้วน เราได้อะไรจากตรงนี้??
ฝึกทุกอย่างเลยนะ อย่างตอนงานกีฬาสี ต้องเอาโต๊ะจากโรงอาหารไปจัดสแตนด์ ก็ต้องยกเอง พยายามพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด

ตอนอยู่ ม.ปลาย เราใช้ชีวิตในการค้นหาตัวเองยังไง
รู้ว่าอยากเข้าเภสัชฯ ตั้งแต่ม.ต้นแล้ว แล้วก็อยากทำงานในสายวิทย์สุขภาพอยู่แล้วด้วย เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มนุษย์อย่างเราๆ เรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ก็เลยทดสอบความมั่นใจของเราด้วยการเข้าค่าย ซึ่งก็ทำให้เรารู้ว่าเราชอบเภสัชจริงๆ

แล้วสมายด์เคยไปเข้าค่ายที่ไหนบ้างเอ่ย
เคยเข้า Born to be a Pharmacist #14 ของพี่ๆ เภสัชฯ มศว Check Camp #2 ของพี่ๆ วิศวเคมี บางมด และ Open Capsule 11th ของพี่ๆ เภสัชฯ มหิดล ค่ะ

สำหรับค่ายเภสัชฯ ทั้งสองที่ สิ่งที่คิดก่อนเข้าค่ายกับหลังเข้าค่ายต่างกันมั้ย
ต่างกันนะ ก่อนเข้าค่ายจะรู้แค่ว่าเภสัชกรมีหน้าที่อะไร แต่พอเข้าค่าย เราก็ได้รู้ว่า เภสัชกร เค้าไม่ได้ทำแค่นี้ แต่ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก ทั้งในด้านอุตสาหการ ก็ผลิตยาต่างๆ ส่วนคนที่อยู่ในโรงพยาบาลก็ต้องทำหน้าที่อื่นๆ ด้วย อย่างการตรวจสอบยาที่หมอสั่งเรามา เราก็ต้องตรวจสอบก่อนที่จะส่งถึงมือคนไข้ ในแง่ปริมาณ และในแง่ต่างๆ

แต่พอเข้าค่าย เราก็ได้รู้ว่า เภสัชกร เค้าไม่ได้ทำแค่นี้ แต่ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก

ได้ข่าวว่าเป็นเด็กกิจกรรมตัวยงซะด้วย ไหนๆ เราทำอะไรบ้าง
ตอนนั้น เราเป็นดรัมเมเยอร์โรงเรียน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ อยู่วงโยฯ เป่าแซก และก็มีเล่นดนตรีไทย เล่นซออู้กับซอสามสาย กับเต้นบัลเลต์ด้วยค่ะ

กิจกรรมแน่นแบบนี้ แต่วิชาการของเราก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน แล้วเคล็ดลับในการพิชิตแอดของสมายด์เป็นยังไงบ้าง
เป็นคนที่ไม่ค่อยขยันอ่านหนังสือเท่าไหร่นะ แต่เน้นไปที่ตั้งใจเรียนในห้อง และเน้นทำโจทย์มากกว่า

แบ่งเวลาในการอ่านหนังสือกับการทำโจทย์ให้ลงตัวยังไง
พกแบบฝึกหัดไปโรงเรียนด้วย เวลาว่างๆ ก็หยิบขึ้นมาทำ ส่วนเวลาอ่านหนังสือ จะหาที่อ่านเงียบๆ ถ้างั้นอ่านไม่รู้เรื่อง ทั้งอ่านที่บ้านด้วย หรืออาจจะมีบ้างที่ไปตามร้านกาแฟ

อะไร.. คือจุดเริ่มต้น ที่สมายด์ให้ความสนใจกับโครงการ “Admission Gang”
เริ่มจากเห็นการประกาศรับสมัครในเฟซบุ๊ก เราก็เห็นว่าน่าสนใจดี เพราะจะช่วยให้เราสอบติดได้แน่นอนมากอย่างยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็มองว่า จะช่วยผลักดันให้เราได้ทำตามความสำเร็จให้ได้

แล้วการคัดเลือกของโครงการนี้เป็นยังไงบ้าง
ตอนได้รับโทรศัพท์ให้ไปออดิชั่น รู้สึกตื่นเต้นมากๆ แล้วเขาให้ไปแสดงความสามารถ เราก็พกซออู้ไปด้วย ซึ่งพอเราได้รู้ว่าเราได้เป็นหนึ่งในสิบสองคนของโครงการ เราก็รู้สึกดีใจมาก ที่ได้เข้าโครงการนี้

แน่นอนว่าโครงการนี้มาช่วยเราเรื่องการสอบแอดมิชชั่น พี่ๆ เค้ามาช่วยเราในเรื่องอะไรบ้าง
พี่ๆ จะช่วยวางแผนให้เรา ว่าวันนี้ควรทำอะไร และก็ช่วยหาจุดบอดให้เรา ว่าเราควรแก้ยังไง เสริมตรงไหนบ้าง ช่วยจัดการให้เราหมดเลย เย่!!

โครงการนี้ส่งเสริมการแอดมิชชั่นของเรายังไง
คือสิ่งที่เราทำ มันต้องถ่ายทอดออกสู่สายตาของคนภายนอกทั้งประเทศ มันก็เหมือนมาเป็นแรงผลักดันนะ ว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด ก็เลยทำให้เราตั้งใจที่จะทำให้การสอบของเราดีที่สุดนั่นเอง

มันก็เหมือนมาเป็นแรงผลักดันนะ ว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด ก็เลยทำให้เราตั้งใจที่จะทำให้การสอบของเราดีที่สุดนั่นเอง

สมายด์ชอบอะไรในโครงการนี้??
ชอบมิตรภาพที่ได้ระหว่างเพื่อนๆ ตัวแทนทั้ง 12 คน ที่มาจากต่างโรงเรียน ทำให้เราได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกัน ได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็ยังคงได้มีการติดต่อกับเพื่อนๆ ในโครงการอยู่

มาคุยเรื่องนี้กันบ้าง สมายด์มาถ่ายแคมป์ไอดอลในวันนี้ เป็นยังไงบ้างเอ่ย
ก่อนที่จะมา ก็กลัวว่าจะเกร็งๆ หน่อย แต่พอได้ถ่ายจริงๆ ก็ไม่เกร็ง สบายๆ พี่ๆ เป็นกันเองมากๆ เลยค่ะ

แล้วสมายด์ชอบอะไรใน “OPEN HOUSE”
มีมุมส่วนตัวให้เราได้อ่านหนังสือ มาติวหนังสือกับเพื่อน มีมุมสวยๆ ให้เราได้ถ่ายรูปกับเพื่อน แล้วก็ยังมีร้านอาหารให้เราเลือกสรรมากมายอีกด้วย ถ้าใครกำลังหาที่ทำงานชิลล์ๆ ก็อย่าลืมมากันนะคะ

อยากให้สมายด์ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่กำลังค้นหาตัวเอง
ถ้าน้องๆ คนไหนที่ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็แนะนำให้น้องไป Open House ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะมีหลากหลายคณะให้เราได้เลือกดู จะได้ไปดูว่าแต่ละคณะเรียนอะไรบ้าง หรือจะไปดูผลงานโปรเจกต์จบของพี่ๆ นักศึกษา ที่งาน Thesis Exhibition ก็ดีเช่นกัน แต่ถ้ามีตัวเลือกในใจแล้ว ก็อยากให้ลองไปค่าย เพราะอย่างสมายด์ไปค่าย ก็ทำให้เรารู้ว่าเราชอบเภสัชฯ ก็อยากให้ลองมาดูกันนะ

สุดท้ายนี้ ขอให้สมายด์ชวนน้องๆ ให้มาเป็นเด็กค่ายกันเยอะๆ ด้วยจ้า
ก็อยากเชิญชวนน้องๆ ทุกคน ลองมาหาค่ายที่เว็บไซต์แคมป์ฮับกันนะ เพื่อเป็นการค้นหาตัวเอง และก็ได้หาประสบการณ์ ได้คุยกับรุ่นพี่ ถามเกี่ยวกับเรื่องการเรียน แล้วก็ยังจะได้เจอเพื่อนๆ ต่างๆ โรงเรียนอีกด้วย เพื่อนเยอะ !!

กุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยนำทางให้เราไปสู่เป้าหมายที่เราใฝ่ฝันได้สำเร็จ
คำนิยามของค่าย ในแบบของพี่สมายด์

ทำความรู้จักกับ “OPEN HOUSE”

เสาะหาแรงบันดาลใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และให้ความคิดสร้างสรรค์นำพาคุณไปพบสิ่งใหม่ๆ
ที่ “OPEN HOUSE” Co-living space คอนเซ็ปต์ใหม่
ที่จะมาเปลี่ยนแปลงนิยามการใช้ชีวิตในเมืองของคุณให้มีชั้นเชิง

จะมีที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่นักคิดนักทำ ศิลปิน ดีไซเนอร์ ผู้หลงใหลในอาหารการกิน และครอบครัวสมัยใหม่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้ ณ สถานที่แห่งความสุขแห่งนี้ เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวเสมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ช่วยกล่อมเกลาและสร้างแรงบันดาลใจทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และไอเดียอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ขอต้อนรับเข้าสู่ “OPEN HOUSE” Co-living space (โค-ลิฟวิ่ง สเปซ) คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ชั้น 6 ของศูนย์การค้า Central Embassy โดยอาณาจักรไลฟ์สไตล์อย่าง OPEN HOUSE นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ ที่ทำให้ ศูนย์การค้า Central Embassy สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย ให้การใช้ชีวิตในเมืองของคุณได้มีความโดดเด่นร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

“OPEN HOUSE” แบ่งพื้นที่เป็น 8 โซนหลัก ประกอบไปด้วย Eating Deck, Eat by the Park, Open House Bookshop by Hardcover, Co-Thinking Space, Art Tower, Design Shop, Open Playground และ Diplomat Screens Embassy by AIS ไม่ว่าคุณต้องการที่จะมองหาไอเดียใหม่ๆ หรือนัดทีมประชุมโปรเจกต์ใหญ่ หาพื้นที่ผ่อนคลายดูภาพยนตร์หลังจากทำงานมาทั้งอาทิตย์ รวมไปถึงเชื่อมโยงสู่การนอนพักที่โรงแรม Park Hyatt Bangkok

ให้ OPEN HOUSE เป็นดั่งบ้านหลังที่สองของคุณ ซึ่งเติมเต็มความต้องการในทุกๆ ด้านของคุณและครอบครัว ให้ทุกๆ คนสามารถหาความสุขในแบบของตัวเองได้บนพื้นที่เดียวกัน

เป็นยังไงกันบ้างเอ่ยกับแคมป์ไอดอลในครั้งนี้ ถ้าอยากเรียนในคณะที่ใช่ สาขาที่ชอบ แบบพี่สมายด์ นอกจากที่จะต้องเตรียมความรู้ในแง่วิชาการให้พร้อมแล้ว น้องๆ ก็อย่าลืม “เข้าค่าย” เพิ่งรีเช็กตัวเองด้วยนะ ว่าเราชอบ เราอยากจะเรียนในคณะนี้จริงๆ รึเปล่า ก็ถ้าน้องๆ อยากจะเข้าค่ายแล้วล่ะก็ คลิกมาที่นี่เลย.. CampHUB.in.th อยากเข้าค่ายไหน แบ่งหมวดหมู่ไว้ชัดเจน สนใจค่ายไหนหมวดหมู่ไหน ก็คลิกเลือกกันได้เล่ยยยย..!!

.
และก็สำหรับแคมป์ไอดอลในครั้งนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ “OPEN HOUSE” Co-living space คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ชั้น 6 Central Embassy ด้วยนะครับ ที่ใจดี๊ใจดี ให้พี่ฟิวส์ น้องสมายด์ รวมทั้งพี่ๆ ทีมงานแคมป์ฮับ ทั้งพี่ซัน พี่อัยย์ และพี่โบ๊ช ได้มาถ่ายทำกันในครั้งนี้ ถ้าน้องๆ คนไหนอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ ในการทำงาน หรืออ่านหนังสือชิลล์ๆ แบบนี้ ก็อย่าลืมมากันนะ เดินทางแสนจะง่าย BTS เพลินจิต ลงปุ๊บ ถึงปั๊บเลย
.
และสำหรับแคมป์ไอดอลในครั้งต่อไป จะเป็นใครนั้น.. บอกเลยว่าครั้งนี้เราจะเอ็กซ์ตรีมกันสุดๆ พูดเลยว่าห้ามพลาด ถ้าอย่างงั้น.. สำหรับครั้งนี้ พี่ๆ ก็ต้องขอตัวไปก่อน แล้วเจอในโอกาสต่อไป สวัสดีจ้า บั๊ยบาย ฟี่ววว.. ~~

แคมป์ไอดอล : จิดาภา คุณดิลกพาณิชย์ (พี่สมายด์)
สัมภาษณ์ : พี่ฟิวส์ แคมป์ฮับ
พี่ตากล้อง : พี่ซัน แคมป์ฮับ
เสื้อผ้า : พี่โบ๊ช แคมป์ฮับ
กราฟิก : พี่อัยย์ แคมป์ฮับ
ขอขอบคุณสถานที่ : OPEN HOUSE ชั้น 6 ศูนย์การค้า Central Embassy

ชอบไหม? กดแชร์ให้เพื่อนด้วยนะ ^^

ข้อมูลผู้เขียน

FusePlus

พี่ชื่อฟิวส์ อยู่วิศวเคมี บางมด ปี 3 ตอน ม.ปลาย ก็เป็นเด็กล่าค่ายประมาณนึงเลย พูดเลยว่า ถ้าไม่ได้เข้าค่าย ก็ไม่ได้มาทำแคมป์ฮับนะเออวววว์