CAMPHUB up level

คิดว่าตัวเองไม่เก่งใช่มั้ย? รวมวิธีรักษาโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งกัน

สวัสดีครับน้องๆ วันนี้ก็มาพบกับแคมป์ฮับ อัพเลเวล กันอีกเช่นเคยนะครับ โดยแคมป์ฮับ อัพเลเวลจะปรับเวลาใหม่โดยมาทุกๆ 2 สองอาทิตย์นะครับบ ตั้งเวลาติดตามกันได้เลยย

จากที่เห็นชื่อเรื่องแล้ว พี่ออฟเชื่อว่าน้องๆ หลายคนที่เข้ามาอ่านเคยรู้สึกว่าทำไมตัวเองไม่เก่งเหมือนคนอื่นๆ บ้าง นะ เรียนก็ไม่เก่ง กิจกรรมก็ไม่เก่ง อีกทั้งทำไมเราไม่โดดเด่นเหมือนคนอื่นๆ บ้างนะ ถ้าน้องๆ เคยมีความรู้สึกเหล่านี้ล่ะก็…​ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันนี้พี่ออฟจะพามารู้จักกับ โรค Imposter Syndrome กัน จริงๆ โรคนี้มีชื่อภาษาไทยที่เข้าใจง่ายๆ ว่า “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” ซึ่งพบได้ทุกเพศทุกวัยเลย วัยเรียน จน ถึงผู้ใหญ่วัยงานเลย และความอันตรายของโรคตัวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะการทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำลง (Low self estreem) และสามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้อีกด้วยนะ 

หลักๆ เลย อาการของโรค Imposter Syndrome พี่ขอไม่เรียกว่าโรคดีกว่าดูรุนแรงไป เรียนว่าภาวะแแล้วกัน อาการหลักๆ เลย ของภาวะนี้มีอยู่ 3 อาการ

1) กดดันตัวเอง

โดยที่เราจะตั้งมาตรฐานกับตนเองสูง มีความคาดหวังว่าตัวเองอยากที่จะบรรลุเป้าหมาย เช่นอยากสอบติดหมอ โดยกดดันตัวเองถ้าเราไม่อ่านหนังสือ ก็จะไม่ทันคนอื่นๆ คนอื่นๆ เขาก็อ่านเหมือนกัน เขาทำได้ทำไมเราทำไม่ได้ เป็นต้น

2) ขาดความมั่นใจ

กลัวความผิดพลาด กังวลในสิ่งที่ทำอยู่ เช่นเรากังวลว่าเราจะสอบไม่ได้นะ ทำไม่ได้แน่ๆ เลย วิตกกังวลต่างๆ นานา

3) ชอบอยู่ใน Comfort Zone

กลัวการเจอสิ่งใหม่ๆ กลัวที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เราชินแบบนี้ เราก็อยากอยู่แบบนี้ 

ไหนๆ เอาล่ะ พี่ออฟให้เวลาสักพัก เพื่อรีวิวตัวเองสัก 30 วินาทีเริ่ม! จริงๆ ถ้าน้องๆ คนไหนรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่ายทั้ง 3 ข้อนี้ พี่ออฟคิดว่าเริ่มมีสัญญาณเบื้องต้นแล้วนะครับ แต่ยังไม่ได้หมายความว่าน้องเป็นภาวะ Imposter Syndrome นี้นะ อย่าเพิ่งเป็นทุกข์ร้อนหรือกังวลใจไป แล้วเราจะจัดการกับภาวะนี้ยังไงดีล่ะ?

แนวทางการรักษาของภาวะนี้จาก สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเองมี 3 วิธีดังนี้

1) มองตัวเองในด้านบวก

เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ เลยครับ ด้วยการนึกถึงสิ่งดีดี วันละอย่างก็ได้ ทำต่อเนื่องในทุกๆ วัน เพราะว่าการที่เราพูดสิ่งดีดี หรือว่านึกในสิ่งดีดี จะช่วยทำให้เราเห็นคุณค่าตัวเอง จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าจริงๆ เรามีดีมากกว่าที่เราคิดนะ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เรียนภาษาอังกฤษ ไม่เข้าใจเลย ทำยังไงก็ไม่เข้าใจ ทำไมเรารู้สึกว่าตัวเองอ่อนจัง ให้เปลี่ยนวิธีคิดว่า วันนี้เราเรียนภาษาอังกฤษ แอบไม่ค่อยเข้าใจนะ แต่อย่างน้อยเราก็ได้คำศัพท์เพิ่มเติมนะเออ อย่างน้อยเราก็รู้คำศัพท์เยอะขึ้นนะ 

2) รู้จักความสามารถของตนเอง

ถ้าเรารับรู้ว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง รวมถึงรู้จักถึงความสามารถของตนเอง จะช่วยทำให้เราไม่สับสนกับตัวเองและ ไม่เสียความเป็นตัวเองไป อีกทั้งทำให้เรารู้ว่าเรามีจุดแข็งหรือข้อดีอะไรด้วยนะ อย่างเช่น เราชอบเรียนคอมพิวเตอร์มากๆ เขียนโปรแกรมเป็น แต่ถ้าเป็นวาดรูป เราทำไม่ได้นะ เราก็จะได้รู้ว่าเราชอบอะไร จะได้เดินทางต่อได้ถูกทางเพราะจุดแข็งของเราคือการเรียนโปรแกรมเป็น

3) รับรู้ถึงความต้องการของตัวเอง

การที่เราจะทำอะไรได้ดี ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร เราถนัดอะไร และเราต้องการอะไร ถ้าเรารู้ว่าเราชอบอะไรถนัดอะไร และต้องการอะไรเราก็ตั้งเป้าหมายเลย แล้วไฟหรือพลังในทางบวกก็จะมาเอง อย่างเช่น พี่ออฟชอบเล่นกีฬา ถนัดกีฬาวิ่ง พี่ออฟต้องการวิ่ง Full Marathon (42.195 กม.) ให้ได้ พี่ออฟก็จะมีไฟในการซ้อมวิ่ง หรือออกกำลังกาย

พี่ออฟเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่จะสมบูรณ์แบบ 100% เพราะทุกอย่างมีข้อจำกัดซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากๆ และพี่ออฟเชื่อว่า Impostor Syndrome อาจจะไม่หายไป แต่ถ้าน้องๆ รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร มันอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้ และถ้าเราเต็มที่กับสิ่งใด พี่ออฟเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นก็ย่อมออกมาดีเสมอครับ

เป็นยังไงกันบ้างง กับบทความนี้ หากน้องๆ คนไหนมีคำแนะนำดีดีสำหรับวิธีการจัดการตัวเอง น้องๆ สามารถคอมเมนต์แชร์มาให้พี่ออฟหรือเพื่อนๆ อ่านได้นะครับ และสุดท้ายนี้พี่ออฟหวังว่า น้องๆ จะค้นพบตนเองและเอาชนะความคิดที่ว่า “เราไม่เก่ง”  ได้นะครับ และบทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น… ไว้ติดตามกันนะครับผม สำหรับวันนี้ลาก่อนครับ บ้ายยยย

เขียนโดย : พี่ออฟ แคมป์ฮับ
กราฟิก : พี่เต้ย แคมป์ฮับ

ชอบไหม? กดแชร์ให้เพื่อนด้วยนะ ^^

ข้อมูลผู้เขียน

พี่ออฟ

เราพี่ออฟ สาระไม่ค่อยมีหรอก หน้าตาดีไปวันๆ :p
หากน้องๆ มีปัญหาอะไร เข้ามาสอบถามได้น้า เดะตอบได้จะตอบให้